มาเลเซียได้รับการยอมรับว่ามีการบริหารจัดการงานราชทัณฑ์ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน เนื่องจากมีการปฏิบัติตามมาตรฐานขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน แม้ว่าประเทศมาเลเซียประสบปัญหานักโทษล้นเรือนจำเช่นเดียวกับประเทศไทยและอีกหลายประเทศ แต่มาเลเซียมีนโยบายในการลดจำนวนผู้ต้องขังที่ชัดเจน เรือนจำกาจัง (Penjara Kajang) ซึ่งเป็นเรือนจำขนาดใหญ่ในมาเลเซีย เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำมาตรฐานสากลมากำหนดเป็นงานราชทัณฑ์และการบริหารจัดการเรือนจำในทางปฏิบัติ และยังเป็นต้นแบบที่ดีของการพัฒนาประสิทธิภาพระบบงานราชทัณฑ์ไทยด้วย
งานราชทัณฑ์มาเลเซียประสบปัญหาประชากรนักโทษล้นเรือนจำเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปัญหาทางสังคม การเพิ่มจำนวนของชาวต่างชาติในมาเลเซีย มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการลงโทษด้วยการจำคุกโดยไม่มีวิธีการทางเลือกอื่น รวมถึงปัญหาการเพิ่มขึ้นของนักโทษยาเสพติดที่มีโทษหนักในเรือนจำและกระบวนการพิจารณาของศาลยาวนาน 2 – 3 ปี ทำให้มีผู้ต้องขังรอการตัดสินจำนวนมาก ขณะที่เรือนจำมีจำนวนไม่เพียงพอ
จากปัญหาดังกล่าว กรมราชทัณฑ์มาเลเซียจึงกำหนดวิสัยทัศน์ในการลดจำนวนผู้ต้องขังให้ได้ 2 ใน 3 ของผู้ต้องขังทั้งหมด โดยให้ทุกเรือนจำดำเนินการปล่อยตัวผู้ต้องขัง โดยการสร้างโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ 1) โปรแกรมการคุมประพฤติ ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ การปล่อยตัวคุมประพฤติหลังจากได้รับโทษครึ่งหนึ่งแล้ว และการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษหนึ่งปี ซึ่งทั้งสองรูปแบบผู้ต้องขังจะได้กลับไปอยู่นอกเรือนจำแบบมีเงื่อนไข สำหรับเวลาที่เหลือต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ และ 2) โปรแกรมฟื้นฟูโดยชุมชน โดยเน้นให้สังคมมีส่วนร่วมและเข้าใจผู้ต้องขังมากขึ้น ไม่แบ่งแยกหรือตีตราผู้ที่เคยกระทำความผิด ช่วยลดปัจจัยที่ส่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำ

ตัวอย่างเรือนจำที่มีระบบงานราชทัณฑ์ตามมาตรฐานสากลคือเรือนจำกาจัง (Penjara Kajang) ซึ่งเป็นเรือนจำขนาดใหญ่ในมาเลเซีย มีจำนวนผู้ต้องขังจำนวนประมาณ 4,354 คน มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 400 กว่าคน โดยเรือนจำกาจังมีการบริหารจัดการเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรในเรือนจำ การบริหารจัดการภายในเรือนจำ การฟื้นฟูและพัฒนาผู้ต้องขัง ดังนี้
การบริหารจัดการเจ้าหน้าที่หรือบุคลากร เพื่อก้าวสู่บทบาทใหม่ของเรือนจำ

1.จำนวนเจ้าหน้าที่ประมาณ 400 คน ในเรือนจำกาจังเป็นจำนวนที่มากกว่าเจ้าหน้าในเรือนจำของไทยทุกแห่ง และในปัจจุบันจะมีการสร้างโปรแกรมตามนโยบายการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำใหม่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องไม่มีการรับเจ้าหน้าที่เรือนจำเพิ่ม แต่มีงานเพิ่มทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหลายหน้าที่ แต่ยังอยู่ในสภาวะที่สามารถบริหารจัดการได้
2.คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ ในอดีตหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จะเน้นเฉพาะด้านการควบคุมลงโทษ จึงไม่มีการกำหนดมาตรฐาน คุณวุฒิหรือความรู้ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่ในปัจจุบันมีข้อกำหนดให้เจ้าหน้าที่เรือนจำควรประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ใหม่ของเรือนจำ
ในปัจจุบันเรือนจำกาจังมีนายแพทย์ 3 คน พยาบาล 4 คน และนักจิตวิทยา 2 คน ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง แต่ยังมีปัญหาการขาดเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงานตามโปรแกรมที่สร้างขึ้นจากนโยบายการนำผู้ต้องขังออกจากเรือนจำไปสู่ชุมชน ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นจากงานเดิม จึงมีการตั้งสำนักงานย่อย หรือให้เจ้าหน้าที่ในเรือนจำออกไปทำงานตามเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้รองรับการคุมประพฤติผู้ต้องขังที่ถูกปล่อยแบบมีเงื่อนไข
3.ด้านการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เรือนจำกาจังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทุกระยะ โดยมีการฝึกอบรมก่อนเข้าบรรจุเข้าทำงาน 3 เดือน หลังบรรจุเป็นข้าราชการ 3 เดือนและหลังได้เลื่อนขั้นเป็นระดับอาวุโส 9 เดือน นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมเฉพาะทางก่อนเข้ารับตำแหน่งใหม่ทุกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมทบทวนทุกปีให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยมีการบังคับให้ทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างน้อย 7 วันต่อปี
4.ด้านสวัสดิการเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เรือนจำกาจังได้มีการจัดสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น การมีนักจิตวิทยาไว้ให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เรือนจำบางส่วนมีความเครียดจากการทำงานในพื้นที่เรือนจำ มีการจัดการแข่งขันกีฬาสำหรับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ เป็นต้น
การบริหารจัดการเรือนจํากาจัง ให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและสิทธิพื้นฐาน

มาเลเซียได้รับการยอมรับว่ามีระบบงานราชทัณฑ์เป็นที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งยึดหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การบังคับใช้กฎระเบียบให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม ชัดเจน และไม่เกินกว่าข้อกำหนดในด้านความปลอดภัยในการคุมขังและการสร้างความเป็นระเบียบให้กับชุมชน 2) การควบคุมผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังร่วมมือด้วยความสมัครใจ 3) การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังต้องกระตุ้นให้เกิดความนับถือในตนเองและความรับผิดชอบส่วนบุคคล เพื่อที่จะสร้างความสำนึกที่ดี ปลูกฝังนิสัยของการเป็นพลเมืองที่ดีให้ ให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่ดีและให้มีประโยชน์หลังการพ้นโทษ
เรือนจำกาจังมีการใช้งบประมาณ 1,000 RM (7,900 บาท) ต่อเดือนในการจัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคและสิ่งจำเป็นอื่น ซึ่งจะคิดเป็นเงินประมาณวันละ 35 RM (276 บาท) ต่อคน นอกจากนี้ทางเรือนจำกาจังยังมีพัฒนาการที่สำคัญในด้านการบริหารจัดการเรือนจำ ที่เกิดขึ้นตามข้อบังคับ Prison Regulations 2000 เพื่อให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ในสังคมมากขึ้นในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1.การจัดการดูแลกลุ่มผู้ต้องขังที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ต้องขังที่ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น เรือนจำกาจังมีการแยกผู้ต้องขังที่ติดเชื้อเอดส์ที่มีอยู่ประมาณ 100 คน ออกจากกลุ่มผู้ต้องขังอื่นอย่างเด็ดขาด โดยมีการกำหนดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ต้องขังที่ติดเชื้อเอดส์พักอาศัยอยู่ในบล็อกเดียวกันโดยเฉพาะ รวมทั้งไม่ต้องร่วมทำกิจกรรมกับผู้ต้องขังอื่นในช่วงเวลากลางวัน
2.การจัดการแยกผู้ต้องขังต่างประเภทกันไว้คนละแห่ง หรือคนละส่วนของเรือนจำ โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติด้านอาชญากรรม เหตุผลในทางคดีในการคุมขัง และความจำเป็นต่าง ๆ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเหล่านั้น เรือนจำกาจังได้แยกผู้ต้องขังหญิงออกจากผู้ต้องขังชายอย่างเด็ดขาด และไม่มีการนำมาทำกิจกรรมร่วมกัน
3.การจัดบริการสุขภาพและทางการแพทย์ เรือนจำกาจังมีสถานพยาบาลที่มีลักษณะเป็นเหมือนโรงพยาบาลขนาดเล็กที่มีแพทย์ พยาบาลและเครื่องมือในการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ประกอบด้วยแพทย์ประจำ 3 คน และพยาบาล 4 คน รวมทั้งนักจิตวิทยา 2 คน ซึ่งสามารถตรวจรักษาพยาบาลผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยไม่รุนแรงได้โดยไม่ต้องขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลในพื้นที่ เฉพาะในกรณีเจ็บป่วยรุนแรงจึงจะนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทั่วไปในพื้นที่ รวมทั้งการจัดพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายและการจัดแข่งกีฬาให้ตามความเหมาะสม เช่น การจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างผู้ต้องขังในเรือนจำ มีการจัดให้ออกกำลังกายตาม block หมุนเวียนกันในช่วงเย็น โดยในหนึ่งสัปดาห์จะได้ออกกำลังกายประมาณ block ละ 4 วัน
4.การจัดการเรือนนอนและสุขอนามัย เรือนจำกาจังจัดเรือนนอน หรือเซลล์ที่มีการอยู่กันประมาณ 4 – 10 คน ทำให้ไม่ต้องมีการนอนรวมกันอย่างแออัดกัน มีห้องส้วมและห้องอาบน้ำแยกไปตามเซลล์ที่พักและมีน้ำใช้อย่างไม่จำกัด ทำให้ไม่มีปัญหาในด้านความสะอาดและสุขอนามัยของเรือนนอน ผู้ต้องขังยังสามารถนำหนังสือที่ผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เข้าไปอ่านในห้องนอนได้ จำกัดจำนวนไว้ไม่เกินครั้งละ 3 เล่ม หลังจากอ่านเสร็จแล้วหนังสือจะถูกนำไปไว้ในห้องสมุดเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังคนอื่นได้อ่านต่อไป
5.ระบบการร้องเรียนของผู้ต้องขัง จะไม่เน้นการติดตั้งตู้แดงหรือตู้รับความคิดเห็น แต่จะเน้นการร้องเรียนผ่านทางญาติพี่น้องที่เข้ามาเยี่ยมหรือทนายความ โดยหากจะเป็นชาวต่างชาติ สามารถร้องเรียนผ่านเจ้าหน้าที่สถานกงสุลหรือสถานทูตของประเทศตนเองอีกช่องทางหนึ่ง
6.การตรวจสอบภายในและภายนอกเพื่อประกันว่ามีการบริหารเรือนจำอย่างสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ นโยบาย และขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นอยู่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการบริหารงานราชทัณฑ์และการลงทัณฑ์ และการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง เรือนจำของมาเลเซียยังไม่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน มีเพียงการตรวจเยี่ยมจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กาชาดสากล Amnesty International สถานทูตต่าง ๆ เป็นต้น
การบำบัดฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังของเรือนจำกาจัง
บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเรือนจำตามมาตรฐานสากลคือการบำบัดและพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ และไม่กระทำผิดซ้ำ ซึ่งเรือนจำกาจังมีรูปแบบการดำเนินการที่โดดเด่นดังนี้

1.การจัดกิจกรรมพัฒนาจิตใจและบุคลิกภาพ ดำเนินการโดยนำผู้นำทางศาสนาทุกศาสนาเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาแต่ละศาสนา ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการฝึกวินัยและการเดินแถว โดยสามารถเดินแถวออกมานอกเขตเรือนได้ในระหว่างการฝึก
2.การปรับปรุงพฤติกรรมผู้ต้องขัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) การฝึกวินัย 2) การเรียนและการอบรม และ 3) การฝึกอาชีพและทำงาน โปรแกรมการฟื้นฟูในระยะแรกที่สำคัญ คือ โปรแกรมการบำบัดฟื้นฟู (Therapy Community : TC) สำหรับผู้ต้องขังทุกคน เพื่อสร้างความรู้สึกมีคุณค่าและภูมิใจในตัวเอง เป็นโปรแกรมแบบ family-based program มีเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นวิทยากร เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเองกับเพื่อนในโปรแกรม สร้างความกล้าแสดงออกและการสื่อสารกับคนอื่นในสังคม รวมทั้งสอนวิธีการรับมือกับความกดดันจากสังคมภายนอกเมื่อพ้นโทษออกไป
3.การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ติดเฮโรอีนจะมีการให้เมทาโดนสำหรับผู้ติดเฮโรอีนในระหว่างการเข้าโปรแกรมบำบัด
4.การส่งเสริมการศึกษาให้ผู้ต้องขังให้สามารถอ่านออกเขียนได้ เรือนจำมีการส่งเสริมให้การศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานฟรีสำหรับผู้ต้องขัง และมีการส่งเสริมให้เรียนต่อในระดับปริญญา โดยในปัจจุบันมีประมาณ 30 คน โดยผู้ต้องขังต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนด้วยตัวเอง
5.การส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีทักษะทางวิชาชีพ โดยจะอยู่ในระยะที่ 3 ของการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังจะถูกสัมภาษณ์และประเมินความสามารถก่อนการมอบหมายงานที่เหมาะสม เช่น ช่างไม้ ช่างตัดผม เป็นต้น โดยผู้ต้องขังในเรือนสามารถมีรายได้จากการทำงาน โดยจะได้รับเงินรายได้หลังพ้นโทษ นอกจากนี้ยังมีการจัดให้ผู้ต้องขังได้ฝึกขับรถและได้รับใบอนุญาตขับขี่ เมื่อพ้นโทษไปสามารถประกอบอาชีพขับรถรับจ้างได้
6.การสนับสนุนให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษคืนสู่สังคม และดำรงชีวิตในสังคมได้ตามปกติ เรือนจำกาจังยังขาดระบบการติดตามดูแลประเมินผลหลังจากผู้ต้องขังพ้นโทษไปแล้ว โดยเมื่อผู้ต้องขังครบกำหนดปล่อยตัวจะนำตัวผู้ต้องขังไปส่งที่สถานีรถให้กลับบ้าน ไม่มีการตรวจสอบติดตามหลังพ้นโทษ
อ้างอิงข้อมูลจากโครงการวิจัย “การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ไทยเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย” หัวหน้าโครงการ : รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล |






