
ขมิ้นชันเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพ (Champion product) ในจังหวัดเชียงราย ด้วยสภาพภูมิประเทศและมีอากาศที่เหมาะสมทำให้ปลูกขมิ้นชันได้ดี จึงมีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกขมิ้นชันกันมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ประสบปัญหาว่าปลูกมาแล้วขายไม่ได้ หรือได้ราคาไม่ดี เป็นความปวดใจที่เกษตรกรต้องเจอและยังไม่มีคำตอบ จนสุดท้ายศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้ามาร่วมแก้ปัญหา จนเจอคำตอบ
.
ผศ.ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าให้ฟังว่าขมิ้นชันเป็นพืชสมุนไพรที่คนทั่วโลกรู้จักและมีการใช้เป็นยาในหลายพื้นที่ ทำให้มีความต้องการขมิ้นชันสำหรับการผลิตยาเป็นจำนวนมาก แต่ขมิ้นชันที่ชาวบ้านปลูกขายแม้จะได้ปริมาณมากแต่กลับทำราคาไม่ได้ เพราะปริมาณสารสำคัญอย่างเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoid) ยังมีปริมาณน้อยกว่า 5% ซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ (Medical grade) ที่กำหนด
“เมื่อมองย้อนไปเราพบว่าปัญหาคือเรื่องของสายพันธุ์ของขมิ้นชันที่เกษตรกรปลูกซึ่งเป็นพันธุ์ในระดับ Food grade ที่มีปริมาณสารสำคัญน้อย รวมถึงมีการเกิดโรคในหัวขมิ้นชันด้วย ทำให้ขายได้ในราคาไม่สูง ต้องยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐานระดับการแพทย์ให้ได้จึงจะได้ขายได้ราคาดีกว่าที่เป็นอยู่
เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้จึงได้ทำงานวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกขมิ้นชันปลอดโรคและสารสำคัญสูงด้วยระบบ substrate culture” ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นการปลูกภายใต้โรงเรือน สามารถปลูกขมิ้นชันได้ทุกฤดูกาล ทุกพื้นที่ของประเทศไทย และลดการเกิดโรคในหัวขมิ้นชัน ผลผลิตมีสารเคอร์คูมินอยด์สูง และเทคโนโลยีในการสกัดสารเคอร์คูมินอยด์ที่มีความเข้มข้นสูง และมีความปลอดภัย สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ ยา สมุนไพร อาหาร และเครื่องสำอางได้”
งานวิจัยเริ่มต้นจากการทำงานร่วมกันของศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับศูนย์วิจัยพืชสวนจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่การค้นหาสายพันธุ์ขมิ้นชันอย่างสายพันธุ์ตรัง 84-2 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และนำมาปลูกในวัสดุทดแทนดิน คือ กาบมะพร้าวสับ และจัดการธาตุอาหารให้เหมาะสม ทำให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่แข็งแรง ปราศจากโรคพืช (โรครากเน่า) และให้ผลผลิตที่มีปริมาณสารสำคัญที่สูง โดยปลูกภายใต้โรงเรือนปลูกพืชอัจฉริยะ ซึ่งควบคุมปัจจัยการเติบโต ปริมาณอาหาร ประมาณ 8-10 เดือน เพื่อให้หัวพันธุ์แข็งแรงและมีคุณภาพเพียงพอก่อนจะส่งต่อให้กับเกษตรกรนำไปปลูกในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตในปริมาณสูงกว่าการปลูกหัวพันธุ์แบบเดิมที่มีความเสี่ยงจากโรคทำให้ได้ผลผลิตปริมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
นอกจากการมอบหัวพันธุ์ให้เกษตรกรแล้ว ยังมีการถ่ายทอดวิธีการปลูกใหม่ที่จะให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรด้วย “เป้าหมายของเราคือการปลูกเพื่อให้ได้มาตรฐานทางการแพทย์ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงงานยาต้องการ การปลูกให้ได้สารสำคัญปริมาณมากจีงเป็นเป้าหมายสำคัญ จึงมีการให้ความรู้กับเกษตรกรใหม่ ทั้งเรื่องวิธีการปลูก การเตรียมดิน การใช้ปุ๋ย และช่วงเวลาในการให้ปุ๋ย รวมถึงวิธีเก็บเกี่ยว เพื่อควบคุมคุณภาพการเพาะปลูกขมิ้นชันให้ได้คุณภาพสูงตามที่ตลาดต้องการ โดยระหว่างทางศูนย์มีการสุ่มตรวจแต่ละแปลงเป็นระยะ เป็นความท้าทายของทั้งนักวิจัยและตัวเกษตรกรเอง ซึ่งเกษตรกรหลายหลายต้องปรับเปลี่ยนทั้งแนวคิดตัวเอง วิธีปลูก พื้นที่ปลูก ในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกันมากหน่อย แต่เมื่อผลผลิตของความเปลี่ยนแปลงแสดงออกมา ก็สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ” ผศ.ดร.ระวิวรรณ์ เล่าถึงขั้นตอนการทำงานร่วมกับเกษตรกร ซึ่งในปัจจุบันเข้าร่วมโครงการมากถึง 117 ราย และมีผลผลิตประมาณ 6.8 ตัน ในปี 2566

.
ขมิ้นชันที่เกษตรกรซึ่งเข้าร่วมกับทางศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรปลูกได้ จะมีสารสำคัญในปริมาณสูง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ศูนย์ฯจะรับซื้อจากเกษตรกรทั้งหมด ในราคาที่สูงกว่าคุณภาพ Food grade ถึงสองเท่า เพื่อส่งต่อเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูปในโรงงานผลิตยา อาหารเสริม สารสกัด และเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ ต่อไป
“ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับซื้อผลผลิตขมิ้นชัน จากเกษตรกรในเครือข่ายและวิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกสมุนไพร ที่นำมาจำหน่าย พร้อมทั้งชี้แจงเกณฑ์การรับซื้อวัตถุดิบสมุนไพร มาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร ก่อนนำมาแปรรูป วิเคราะห์ทดสอบปริมาณสารสำคัญ ปริมาณโลหะหนักของวัตถุดิบสมุนไพร และเข้าสู่กระบวนการผลิตยาแคปซูลขมิ้นชัน ณ โรงงานผลิตยาสมุนไพร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง”
นอกจากนี้ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังมีการพัฒนากระบวนการสกัดสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ซึ่งเป็นสารสำคัญในขมิ้นชันให้มีความเข้มข้นสูง ด้วยวิธีต่างๆ “หนึ่งในวิธีการสกัดที่เราพัฒนาคือการสกัดด้วยวิธีการไมโครเวฟ (Microwave extraction) การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซน์ (Super critical fluid extraction, SFE) เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชันด้วยวิธีการโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) เพื่อค้นหากระบวนการสกัดที่ให้ปริมาณและความเข้มข้นสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่าที่สุด ตลอดจนมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ที่มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการอักเสบ อย่างการผลิตภัณฑ์เม็ดฟู่ที่ช่่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือยาแคปซูลขมิ้นชัน
“ปัจจุบันมีช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง M-store ศูนย์หนังสือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และในอนาคตวางแผนจะจำหน่ายในร้านค้าภายนอกมหาลัย และส่งออกไปยังต่างประเทศต่อไป”ผศ.ดร.ระวิวรรณ์ เล่าถึงแผนการต่อยอดงานวิจัยในอนาคต
นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของการใช้งานวิจัยในการค้นหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริง และแก้ไขอย่างตรงจุดด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่นอกจากจะแก้ปัญหาที่มีได้แลัวยังค้นหาและต่อยอดองค์ความรู้และเสริมศักยภาพของเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับที่สูงขี้นได้
.
.
ติดตามเรื่องราวฉบับเต็มและรายละเอียดงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.facebook.com/share/v/1EniTdpFFy/
.
ติดตามงานวิจัยอื่นๆ ของขมิ้นชันเพิ่มเติมได้ที่:
https://tnrr.nriis.go.th/#/search-result?q=%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99
.
และค้นหางานวิจัยอื่นๆ ของประเทศไทยได้ที่:
คลังข้อมูลงานวิจัยไทย : TNRR Thai National Research Repository : https://tnrr.nriis.go.th/#/
https://www.facebook.com/share/v/1EniTdpFFy/
.
ติดตามงานวิจัยอื่นๆ ของขมิ้นชันเพิ่มเติมได้ที่:
https://tnrr.nriis.go.th/#/search-result?q=%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99
.
และค้นหางานวิจัยอื่นๆ ของประเทศไทยได้ที่:
คลังข้อมูลงานวิจัยไทย : TNRR Thai National Research Repository : https://tnrr.nriis.go.th/#/






