RC20241-1.1

แนวคิดพื้นที่สาธารณะกับการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

พื้นที่สาธารณะเพื่อจัดการการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มนำมาปรับใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมในพื้นที่ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนาโดยคำนึงถึงบริบทของพื้นที่ทั้งที่เป็นส่วนตัวและส่วนรวมอย่างสมดุล

โครงการ “การพัฒนารูปแบบของการบูรณาการในการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม: ประสบการณ์จากประเทศ BIM (Brunei, Indonesia, Malaysia)” จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาแนวคิดในการบูรณาการการศึกษาที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้

พื้นที่สาธารณะในสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้

เนื่องจากสภาพสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจ ระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น นอกจากการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาผ่านกลไก “PoCTeL – SE” แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีพื้นที่สาธารณะสำหรับคนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เมื่อบุคคลเข้าไปในพื้นที่นั้น ก็จะมีสถานะเป็นตัวแสดง (actor) ที่เท่าเทียมกันในการตัดสินใจ ด้วยการใช้เหตุใช้ผลเชิงการสื่อสาร (Communication rationality) และการสื่อสารกันระหว่างคนในชุมชนจะทำให้สามารถเข้าถึงความคิดตัวตนของแต่ละฝ่าย (Intersubjectivity) และเห็นพ้องต้องกัน (Consensus) ได้ในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ คำว่า“สาธารณะ” มีลักษณะของชุมชนทางการเมืองที่ผู้คนตระหนักถึงการดำรงอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดชุมชนทางการเมืองบนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลายซึ่งเชื่อมโยงด้วยการพูดคุยกันในประเด็นสาธารณะที่มีความสนใจร่วมกันซึ่งมีลักษณะสำคัญอยู่ 3 ประการคือ (1) ไม่แบ่งแยกกีดกันทางสังคม (2) ระดับของการยอมรับในเสรีภาพส่วนบุคคลในพื้นที่สาธารณะ และ (3) คุณค่าทางอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่กลางหรือพื้นที่สาธารณะต้องนำไปสู่การสร้างพื้นที่ก้าวพ้นวาทกรรมของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเอกเทศ เรียนรู้ความแตกต่าง คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และพื้นที่กลางนั้น สังคมจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างพื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่สังคม วัฒนธรรม และศาสนา กระบวนการเหล่านี้จะ สามารถทำให้เกิดความสมดุลของพื้นที่อื่น ๆ ต่อสาธารณะได้

I-We Model” แนวคิดพื้นที่สาธารณะในนโยบายการศึกษาเพื่อเชื่อมโยงความแตกต่างหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

บริบทของการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องมีแนวคิดของพื้นที่สาธารณะเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์และตระหนักถึงอัตลักษณ์ของกันและกัน จึงนำตัวแบบ “I-We Model” เพื่อการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้รูปแบบของ “I-We Model” ในบริบทของการจัดการศึกษามีผู้คนที่มีหลากหลายซึ่งแต่ละคนก็จะมีอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง (I Space) ซึ่งหากแต่ละคนจำกัดตนเองในเฉพาะอาณาบริเวณหรือพื้นที่ของตนเองโดยไม่เปิดพื้นที่หรือไม่เรียนรู้อัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมที่แตกต่าง ก็จะทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างราบรื่น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่สาธารณะ (We Space) ที่จะเป็นช่องทางในการเรียนรู้และสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้เกิดความรู้สึกของการเป็นเพื่อนมนุษย์ แม้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

สำหรับการสร้างพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่สาธารณะ (We Space) ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนโยบายที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามกลุ่ม และเกิดความรู้สึกเชิงบวกกับวัฒนธรรมอื่น ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการร้องขอจากกลุ่มข้ามวัฒนธรรม ในส่วนของหลักสูตรควรบรรจุรายวิชาหน้าที่พลเมืองไว้ในหลักสูตร เป็นรายวิชาบังคับที่เน้นเนื้อหาการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

ในด้านการเรียนการสอน I space เป็นประเด็นที่ให้ความสำคัญบนพื้นฐานของความแตกต่างของแต่ละกลุ่มของผู้เรียน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นชาติพันธ์ ศาสนา หรือวัฒนธรรม เช่น นักเรียนที่นับถือศาสนาพุทธต้องเรียนรู้พุทธศาสนาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และนักเรียนมุสลิมต้องเปิดพื้นที่สำหรับการเรียนรายวิชาอิสลามศึกษาเป็นเนื้อหากลาง สามารถเข้าใจและปฏิบัติศาสนกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งประเด็น I space นี้กำลังปฏิบัติแล้วในหลายโรงเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ส่งเสริมในการสร้างความเกลียดชังและการสร้างความไม่เข้าใจกันกับกลุ่มอื่น

ขณะที่ We space คือพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกกลุ่มต้องให้ความตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่ต้องการได้รับเกียรติ การยอมรับจากกลุ่ม การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนต้องเน้นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนที่มีความหลากหลายได้ทำงานร่วมกันในลักษณะการทำงานกลุ่ม (group-based) เน้นการทำงานผ่านโครงงาน (project or task-based)

วิธีการดังกล่าวสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนตามศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญของความแตกต่างของผู้เรียน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ (collaboration) ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ขณะเดียวกันให้ผู้เรียนฝึกการใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (critical thinking and problem solving skills) ผู้เรียนสามารถฝึกการแสดงความคิดเห็นผ่านทักษะการสื่อสาร (communication) ที่สามารถขอความร่วมมือกับเพื่อนร่วมกลุ่ม ที่สำคัญผู้เรียนที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายแล้วสามารถเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม (cross-cultural understanding)

ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ (computing skills) ซึ่งต้องการนำเสนอผลการทำงานทั้งปากเปล่าและรายงาน ต้องมีทักษะการ เรียนรู้งานอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (career and learning skills) เมื่อผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ตามกรอบศตวรรษที่ 21 แล้ว ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานร่วม มีความเข้าใจพื้นที่ส่วนกลาง มีความเข้าใจความรู้สึกของความเป็นมนุษย์มากขึ้น ลดพื้นที่ของ “ความเป็นอัตตา” ลงเพื่อเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากขึ้น

วิธีคิดดังกล่าว จะส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความสุขท่ามกลางความหลากหลาย (diversity) ของคนในสังคม สำหรับบุคลากรทางการศึกษา (Education Personnel) เป็นอีกกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนในวัยเรียน เพราะสถานที่อยู่อาศัย สถานศึกษาก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักเรียนจะใช้เวลาเป็นส่วนใหญ่ บุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจ มีจิตสำนึก อย่างถูกต้องจะสามารถประพฤติตนในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม ทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ภูมิลำเนาเดิม เชื้อสาย และศาสนา

ปฏิสัมพันธ์อาจเกิดขึ้นในห้องเรียนซึ่งเกิดจากการจัดการเรียนการสอนและการสอบ หรือการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรร่วมกัน เช่น การเข้าชมรม การเข้าประกวดแข่งขัน การซ้อมกีฬา ดนตรี หรือการแสดงร่วมกัน  ดังนั้น สิ่งที่บุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติต่อผู้อื่นนั้น จะเป็นตัวอย่างให้กับนักเรียนได้สามารถเลียนแบบในการปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นกัน ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการคิดและจิตสำนึกในสังคมแห่งพหุวัฒนธรรม

นอกจากนี้ กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ (We Space) เห็นว่าการเปิดใจเรียนรู้ในความต่างของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในการใช้ชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม หากแต่ละคนมุ่งเพียงวัฒนธรรมประเพณีของตนโดยไม่ใส่ใจวัฒนธรรมประเพณีของผู้อื่น การใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสมานฉันท์ในสังคมเดียวกันย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก  การเข้าร่วมและทำกิจกรรมเสริมหลักสูตร เป็นโอกาสที่ดีให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้พัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่ไปกับพัฒนาความรู้ความสามารถทางวิชาการ กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จัดขึ้นในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นทางด้านการแสดง ศิลปะวัฒนธรรม การกีฬา หรืออื่น ๆ ซึ่งจะช่วยฝึกฝนการใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย

ดังนั้น ครูผู้เป็นที่ปรึกษาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรตระหนักและให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าว และพยายามสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มอย่างผสมผสานของนักเรียนทุกคน เพราะนักเรียนอาจเลือกที่จะรวมกลุ่มกับนักเรียนที่มีความคล้ายคลึงกับตนเองมากที่สุด ซึ่งจะไม่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ต่อสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนารูปแบบของการบูรณาการในการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม: ประสบการณ์จากประเทศ BIM (Brunei, Indonesia, Malaysia)”

หัวหน้าโครงการ : ดร.มูนีราห์ ยามิรูเด็ง

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist