หก

ระบบการศึกษา การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ควรรออีกต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การศึกษา” คือจุดตั้งต้นที่เราใช้สร้าง “บุคลากรของประเทศ” แล้วถ้าพวกเขาเหล่านี้ต้องจบออกมาเพื่อทำงานในระบบอุตสาหกรรมใหม่ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ทำไมพวกเขายังต้องอยู่กับระบบการศึกษาไทยที่ยังคงเหมือนเดิม

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง

นั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งมิติสังคมและเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อวงการศึกษา ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาเข้มแข็งมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกอย่างเช่น ฟินแลนด์ ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร มีการวิวัฒนาการให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ระบบการศึกษาไทยกลับเลือกที่จะอยู่เฉย จึงเกิดสภาวะไล่ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน

สังคมไทยที่ผ่านมาทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จ

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยแทบไม่ประสบความสำเร็จเลย หรืออาจเรียกได้ว่าล้มเหลว เป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่ประสบความสำเร็จน้อยมากที่สุด สอดคล้องกับผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านต่างๆ โดย International Institute for Management Development (IMD) ในปี 2022 ซึ่งการศึกษาของประเทศไทยนั้นอยู่อันดับที่ 56 จากทั้งหมด 63 ประเทศ แล้วอะไรคือปัจจัยที่ช่วยเอื้อให้การปฏิรูปนโยบายการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา

ประการแรก ตลาดแรงงานไทยที่ผ่านมายังไม่ต้องการแรงงานทักษะสูง เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานประเภท Low-skilled labor หรือ Middle-skilled labor จึงไม่มีความจำเป็นต้องยกระดับไปสู่ High-skilled labor ดังนั้นเราจึงไม่เห็นภาพอุตสาหกรรมที่มาผลักดันทางภาคการศึกษาอย่างจริงจัง

เหตุผลถัดมา คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการศึกษา ไม่รู้สึกว่าการไม่เปลี่ยนจะเป็นปัญหาใดๆ ในอดีตมุมมองผู้เรียนจำนวนมากรู้สึกว่าการเรียนแบบเดิมยังอยู่ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นสายการประกอบ (Assembly Line) ได้ มุมของหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ทั้งผู้บริหาร ผู้สอน และผู้ร่างหลักสูตร ส่วนมากก็ยังรู้สึกอยู่ใน Comfort Zone กับระบบการศึกษาแบบเดิม ซึ่งเราเริ่มจะเห็นโรงเรียนทางเลือก หรือ หลักสูตรนอกกรอบเดิมเริ่มเป็นที่ยอมรับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ต้นทุนในการไม่เปลี่ยนแปลงต่ำ หลายภาคส่วนในสังคมยังพอใจกับการไม่เปลี่ยนผ่าน เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมไม่ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจยังเติบโตได้แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมาก แรงกดดันทางการเมืองต่อการปฏิรูปการศึกษายังมีน้อยมาก ตัวพรรคการเมืองเองก็พอใจและได้ประโยชน์จากการไม่เปลี่ยน เพราะโครงสร้างการจัดการต้นทุนที่พรรคการเมืองจะเข้าไปผลักดันไม่สูงนัก

ระบบโครงสร้างการศึกษาเดิมที่ยอมรับระบบ Hierarchy เนื่องจากการศึกษาแบบเดิมที่ไม่ต้องเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นการสะท้อนถึงการยอมรับระบบ Hierarchy (ระบบลำดับชั้น) ของโครงสร้างวัฒนธรรม การเมืองและสังคมสังคมไทย ซึ่งหากมีการเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบโครงสร้างการศึกษาจะเป็นการท้าทายไปถึงแก่นของค่านิยมที่ดีงามของสังคมไทยที่เราเชื่อกันมา

“At this moment of time” ไม่เปลี่ยนแปลงตอนนี้แล้วจะรอตอนไหน

การที่สังคมโลกถูก Disrupt จากปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้ธุรกิจรูปแบบเดิมหายไปมากมาย ความรู้และทักษะชุดเก่าไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นตัวเร่งให้สังคมไทยเห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนเพื่อการอยู่รอด จะเห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยที่เหมาะสมอย่างที่สุดแล้ว เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน ถ้าไม่เปลี่ยนในช่วงเวลานี้ อนาคตจะมีต้นทุนที่สูงมากในการเปลี่ยน และจะเห็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นในสังคมไทยที่มีต้นตอมาจากระบบการศึกษา

ทุกภาคส่วนในสังคมต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบศึกษามากอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หากมองในภาคเศรษฐกิจ ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ทำให้กลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ Startup ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ การจ้างงานเข้าสู่องค์กรจึงเน้นแรงงานที่มีทักษะระดับ “หัวกะทิ” และสามารถทำงานได้หลากหลายขึ้น ส่วนแรงงานเองก็มีความกลัวจะเกิดภาวะตกงาน ไม่ใช่เฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ที่ผ่านระบบการศึกษาเดิม แต่รวมถึงแรงงานในระบบตั้งแต่ Gen X ซึ่งประสบปัญหาเรื่องการปรับตัว ภาคเอกชนจึงมีความต้องการที่จะให้รัฐมีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

ส่วนมิติทางด้านการเมือง ผลจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาและการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ทำให้พรรคการเมืองกลับมามองกลุ่ม Young Voter ราว 14 ล้านคนอย่างจริงจัง มีการพูดหรือนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญ บวกกับการมีชุดความรู้เกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว มาเป็นทางเลือกเพื่อต่อรองในการเสนอกับภาครัฐในเชิงนโยบาย จึงเห็นการเอาจริงเอาจังของพรรคการเมืองมากขึ้นในประเด็นด้านการศึกษามากขึ้น

ในมุมของผู้ปกครองซึ่งส่วนใหญ่มีโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป ไม่เชื่อว่าการไม่เปลี่ยนระบบการศึกษาในรูปแบบเดิมจะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อบุตรหลาน ผู้ปกครองจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญมากในการกดดันผลักดัน ตรวจสอบ และสนับสนุนการแก้ปัญหา โดยเฉพาะประเด็นทุจริตและการคุกคามทางเพศ ปัจจุบันเราจึงเห็นผู้ปกครองทั้ง Active และ Aggressive Factor ในการผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา

ปัจจัยสำคัญสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึงคือ “ผู้เรียน” ที่เป็น “คนรุ่นใหม่” ซึ่งมีความกระหายอยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงแบบรอไม่ได้ การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลจากสื่อออนไลน์ ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของพวกเขาไม่จำกัดอยู่ที่ห้องเรียน แต่ไปสู่โลกทัศน์ที่ยกระดับไปอีก เกิดวิธีคิด ความเชื่อมั่นในตัวเองที่จะทำการเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลกที่เขาอาศัยอยู่ นอกจากนี้การการเข้าถึงเนื้อหาจากโลกออนไลน์เป็นการทำผู้เรียนเกิดการถกเถียง อภิปราย (Debate) ในทุกเรื่อง ทุกระดับ ทุกความรุนแรง ซึ่งการถกเถียงในรูปแบบนี้มันทำให้พวกเขาเชื่อว่าคนทุกคนเท่ากัน ไม่มีอาจารย์เป็นผู้ควบคุมความรู้ ทุกคนสามารถถกเถียงกันได้ และไม่ยอมรับต่อตำราปรากฏการณ์ที่มีความจริงแท้ในรูปแบบเดียว ซึ่งไปสอดกับภาวะเสื่อมศรัทธาที่มีต่อระบบการศึกษาแบบเดิม จึงเกิดปัญหาว่าผู้เรียนไม่เชื่อว่าโรงเรียนจะนำพาเขาไปสู่สิ่งที่เขาอยากเป็นได้และยังต่อต้านสิ่งที่เขาเป็น

นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องครูยุคใหม่จำนวนมากที่เข้าใจและเห็นความสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษา รวมถึงการหมดความชอบธรรมในการหาเหตุผลของการไม่เปลี่ยนระบบการศึกษาในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เหล่านี้คือปัจจัยชี้ให้เห็นว่า “ช่วงนี้” คือ “ช่วงเวลาที่เหมาะสม” ในการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูประบบการศึกษาของไทย

.

เรียบเรียงจาก

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บรรยายพิเศษ “โลกแห่งอาชีพและการประกอบการในอนาคต” ในงานสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 5 “การเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของไทย”

00:00
00:00
Empty Playlist